วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Paris, Je t’aime เมืองหลวงของความรัก


     เมื่อไม่กี่วันก่อนมีโอกาสไปเดินเล่นแถวสีลมยามค่ำคืน ซึ่งในค่ำวันนั้นเองที่มีโอกาสได้ซื้อดีวีดีติดไม้ติดมือกลับบ้านมาอยู่หลายแผ่น และหนึ่งในนั้นคือ Paris, Je t’aime หนังหลายต่อหลายเรื่องใช้เมืองหลวงของฝรั่งเศสแห่งนี้เป็นฉากหลัง แต่ไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนสามารถดึงเสน่ห์ของนครที่ชื่อมีความหมายว่า ชาวบ้านนอกหรือคนเถื่อน ออกมาได้มากมายเท่ากับเรื่องนี้
ถ้าเอ่ยชื่อของประเทศ ฝรั่งเศส หลายคนคงจะนึกถึง หอไอเฟล อีกมากอยากไปยืนมองดู ประตูชัย ที่งามงด และคงมีอีกไม่น้อยที่ฝันถึง ชายหาดริเวียร่า แต่จุดหมายปลายทางแรกซึ่งทุกคนที่ไปเยือนดินแดนแห่งน้ำหอมต้องสัมผัสก็คือ ปารีส เมืองหลวงที่ได้ชื่อว่ามีเสนห์มากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมกับอาคารบ้านช่องสมัยใหม่ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจ ร้านกาแฟข้างทางที่สุดแสนจะโรแมนติก ทำให้ที่แห่งนี้พิเศษกว่าที่ไหนๆ

ประวัติศาสตร์ปารีส

ประวัติศาสตร์ปารีส

ประวัติศาสตร์ปารีส
ประวัติศาสตร์ปารีส
กรุงปารีสก่อตั้งขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล โดยในขณะนั้นมีฐานะเป็นแคว้นอีล เดอ ลา ซิเต้ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของชนเผ่าเซลติคและรู้จักในนามปาริซี ในช่วง 52 ปีก่อนคริสตกาลเป็นช่วงที่ความขัดแย้งของชาวเซลติคและชาวโรมันสิ้นสุดลง จูเลียต ซีซาร์ซึ่งเป็นจักรพรรดิ์โรมันได้เข้ามาปกครองปาริซีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คริสตศาสนาเริ่มเข้ามาในปาริซีในช่วงค.ศ 200 และกองทัพของโรมันก็ถูกโจมตีและออกจากดินแดนแห่งนี้ในช่วงค.ศ 500 โดยผีมือชองชาวแฟรงค์ ในปีค.ศ 508 พระเจ้าแฟรงคิช โคลวิชที่ 1 ได้รวบรวมเซลติกเข้าไปเป็นอาณาจักรเดียวกันโดยตั้งให้กรุงปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศโดยตั้งชื่อขึ้นตามปาริซีซึ่งเป็นชื่อเดิมของแถบนี้
ดูข้อมูลทั่วไปเพิ่มเติม »
ปารีสมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมากในช่วงยุคกลาง ช่วงศตวรรษที่ 12 ได้เริ่มการก่อสร้างมหาวิหารนอร์ท-ดามซึ่งต้องใช้เวลากว่า 200 ปีในการก่อสร้าง ขณะที่เลอ เมอเร่ย์ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำแซนต่อมาได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งรู้จักกันปัจจุบันในนามฝั่งขวาของแม่น้ำ ขณะที่เลอร์ ซอร์บอนน์เริ่มเปิดประตูต้อนรับผุ้มาเยือนในปี 1253 ด้านวิหารแซงต์ – ชาแปลอันงดงามก็ก่อสร้างสำเร็จในปี 1248 และประมาณปี 1200 ลูฟร์ก็ได้ถูกเปิดใช้ในฐานะป้อมปราการริมน้ำเป็นครั้งแรก
ในช่วงศตววษที่ 9 ชาวสแกนดิเนเวียได้เข้ามารุกรานฝรั่งเศสด้านตะวันตกอีกครั้ง ซึ่งความขัดแย้งนี้มีต่อเนื่องกว่า 3 ปีโดย ชาวสแกนดิเนเวียมุ่งหวังจะยึดเอาปารีสมาอยู่ภายใต้การปกครองของตน ด้วยเหตุดังกล่าวนั่นเองที่เป็นต้นกำเนิดทำให้เกิดสงครามร้อยปี ระหว่างชาวนอร์มัน อังกฤษ และราชวงศ์ของปารีส ในที่สุดผลก็ออกมาว่า ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิ์เหนืออาแฌงคูร์ตในปี 1415 และอังกฤษเข้ามาปกครองปารีสในปี 1420 ในปี 1429 ญอง ดาร์ด หรือโจน ออฟ อาร์คหญิงสาววัย 17 ปีได้นำกองทัพฝรั่งเศสต่อสู้กับอังกฤษจนได้รับอิสรภาพและขับไล่กองทัพอังกฤษออกไปในปี 1453
ยุคเรเนสซองค์ได้ช่วยให้ปารีสกลับมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 เห็นได้จากอาคารและอนุสาวรีย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญถูกสร้างขึ้นมากมายในช่วงยุคนี้ ปารีสต้องเจอกับสงครามอีกครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 โดยครั้งนี้เป็นสงครามศาสนาระหว่างกลุ่มอูเกอโนต์ซึ่งนับถือนิกายโปแตสแตนท์และผู้ที่นับถือคริสตศาสนานิกายคาธอลิก จุดที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 1572 เมื่อมีการสังหารกลุ่มอูเกอโนต์กว่า 3000 คนในวันอภิเษกสมรสของประเจ้าเฮนรี่ที่ 4 โดยเรียกวันดังกล่าวภายหลังว่าโศกนาฎกรรม วันเซนต์ บาเตเลมิว

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สภาพภูมิอากาศของปารีส

สภาพภูมิอากาศของปารีส

สภาพภูมิอากาศของปารีส
สภาพภูมิอากาศของปารีส
เพลงเก่าๆ เคยกล่าวถึงสภาพอากาศในปารีสไว้ว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในปารีสคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ แม้ว่าบางครั้งจะเปียกไปหน่อยก็ตาม นครปารีสเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายในทุกฤดูกาล ในฤดูหนาวนั้นปารีสจะเต็มไปด้วยงานเทศกาลสำคัญทางวัฒนธรรมและประเพณี ขณะที่ฤดูร้อนอากาศในปารีสจะค่อนข้างอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ในช่วงเดือนสิงหาคมชาวปารีสต่างมุ่งหน้าสู่ชายหาดทางตะวันตกและทางใต้ ซึ่งร้านอาหารต่างๆ อาจปิดในช่วงนั้นเพื่อเดินทางไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดเช่นกัน หากแต่ปัจจุบันนี้คุณอาจจะพบเห็นร้านอาหารเปิดในฤดูร้อนมากกว่าเมื่อหลายสิบปีแล้ว ช่วงเวลาที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดได้แก่ช่วงเวลาการเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพ หรือ 14 กรกฎาคม และช่วงสิ้นปี หากคุณวางแผนการเดินทางในช่วงนั้นควรสำรองห้องพักล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการท่องเที่ยว
ดูข้อมูลทั่วไปเพิ่มเติม »
อากาศในปารีสช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมจะค่อนข้างหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 12 – 15 องศาเซลเซียส ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมอากาศค่อนข้างอบอุ่น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 12 – 21 องศาเซลเซียส ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมอากาศค่อนข้างร้อนและชื้น อุณหภูมิในช่วงนี้จะสูงถึง 28 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 14 องศาเซลเซียส ช่วงกลางคืน อากาศในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมนั้นหนาวมากและอาจมีหิมะตกในบางครั้ง อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 6 – 16 องศาเซลเซียส

10 สถานที่ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนปารีส


     นับเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่ง สำหรับกรุง "ปารีส" ที่หากใครได้ไปเยือนแล้วก็ต้องตกหลุมรักในบรรยากาศอันสุดแสนจะโรแมนติกของเมือง ๆ นี้ จนอยากจะกลายเป็นคนเมืองนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว ...     แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงปารีสส่วนใหญ่ต่างก็มีเวลาที่จำกัด ขณะที่เมือง ๆ นี้ มีสถานที่ที่น่าสนใจนับไม่ถ้วน จนทำให้การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ในปารีสกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก หากมีเวลาเที่ยวเพียงไม่กี่วัน แต่ไม่ว่าจะมีเวลาเที่ยวปารีสมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยก็คือการไปเยือน 10 สถานที่ต่อไปนี้ ที่ทำให้คุณได้สัมผัสกับความเป็น "ปารีส" อย่างแท้จริง

            1. การนั่งรถทัวร์ชมกรุง (Double Decker Bus Tour)

     การนั่งรถทัวร์ชมกรุงเป็นสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่มาปารีสเป็นครั้งแรก เพราะที่นี่จะมีรถทัวร์ที่เรียกกันว่า L'Open ทัวร์ ซึ่งเป็นรถทัวร์ที่มีดาดฟ้าอยู่ข้างบน เพื่อให้คุณได้ชมเมืองปารีสอย่างไม่มีอะไรบดบังสายตาเลย     นักท่องเที่ยวสามารถซื้อตั๋ววันเดียวหรือสองวันก็ได้ สำหรับการนั่งรถชมเมืองใน 4 เส้นทาง โดยทันทีที่คุณซื้อตั๋วแล้ว ทางรถทัวร์จะมีชุดหูฟังให้คุณ เพื่อใช้ในการเสียบต่อกับแจ็คที่อยู่บริเวณด้านข้างของเบาะที่นั่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถฟังบรรยายไปตลอดการเดินทาง โดยเลือกฟังได้ถึง 8 ภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอิตาลี ภาษาเยอรมัน ภาษาสเปน ภาษารัวเซีย และภาษาจีน 

นั่งรถชมกรุง

     สำหรับเคล็ดลับในการนั่งรถทัวร์ชมกรุงปารีสนั้น แนะนำให้คุณลองใช้บริการในวันธรรมดาหรือเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์จะดีที่สุด เพราะหากใช้บริการในช่วงเวลาอื่นคนจะแน่นมาก และคุณอาจจะได้ยืนในห้องยืนที่จัดไว้รองรับเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นอกจากนี้ หากคุณใช้บริการช่วงคนน้อย คุณสามารถที่จะเปลี่ยนแจ็กหูฟังของคุณได้ในกรณีที่ใช้หูฟังต่อกับแจ็กบางตัวไม่ได้อีกด้วย                        2. ชมทิวทัศน์จากด้านบนของหอไอเฟล (Eiffel Tower)     หอไอเฟลไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองปารีสเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสด้วย ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวคนใดไม่ได้ไปเยือนหอไอเฟล ถือว่าไปไม่ถึงฝรั่งเศสเลยทีเดียว ทำให้ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกว่า 60 ล้านคน ไปเยือนหอไอเฟล โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมทัศนียภาพรอบกรุงปารีสได้ เพียงแค่ซื้อบัตรที่บูธซึ่งอยู่บริเวณฐานของหอไอเฟล แล้วขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นต่าง ๆ ของหอไอเฟล
หอไอเฟล
หอไอเฟล

      และด้วยความที่หอไอเฟลมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน) แนะนำให้คุณไปเที่ยวชมช่วงเช้าหรือหลัง 6 โมงเย็น หรือในวันธรรมดา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอคิวเป็นเวลานาน